เจริญพร มายังท่านผู้ที่เคยเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของหลวงปู่คำแก้วก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วเว็บไซต์ก่อนหน้านี้นั้น ชื่อศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรมหลวงปู่คำแก้ว เป็นชื่อไม่เหมาะสมเท่าที่ควร ความจริงแล้วหลวงปู่คำแก้วไม่ได้เป็นผู้เปิดเว็บไซต์นั้น เพียงแต่มีท่านผู้เจตนาดีอยากจะให้คนอื่น หรือคนทั่วๆไปได้รับรู้ข้อมูลในด้านกิจกรรม ที่หลวงปู่คำแก้วพัฒนาชุมชนคนตำบลเหล่าพัฒนา พัฒนาความสามัคคีดังนั้นจึงขอ อภัยกับผู้ที่เคยเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ก่อนหน้านี้ สำหรับเว็บไซต์นั้นจึงขอให้ปิดไป และอีกอย่างหนึ่งชื่อความหมายของเว็บไซต์นั้นอาจจะใหญ่ไป เพราะชื่อนั้นอาจเกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรม จะทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชมเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ดังนั้นจึงขออภัยกับทุกท่านที่เข้าเยี่ยมชมมา ณ โอกาสนี้ด้วย

ต่อจากนี้เป็นเรื่องราวเริ่มต้นของการพัฒนา

ตำบลเหล่าพัฒนา อำเภอนาหว้า จังหวัด นครพนม

เริ่มต้นแนวความคิดในด้านการพัฒนา ของหลวงปู่คำแก้วนี้ เกิดขึ้นช่วงปี พ. ศ. ๒๕๕๐ ในช่วงนั้น เป็นช่วงวิกฤตทางการเมือง ของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงอีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงทหารปฏิวัติ นำมาซึ่งความแตกแยกให้กับคนไทยทั่วประเทศ ก่อให้เกิดกลุ่มผู้ต่อต้านและกลุ่มผู้สนับสนุน แบ่งฝ่ายมีกลุ่มเสื้อเหลืองกลุ่มเสื้อแดงเกิดขึ้น จากกรุงเทพมหานครกระจายไปจนถึงทั่วทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ของประเทศไทย แม้กระทั่งในครอบครัวเดียวกัน สามีชอบกลุ่มเสื้อแดง ภรรยาชอบกลุ่มเสื้อเหลืองเป็นปัญหาครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย ที่มีคนทุกชนชั้นแตกแยกกันมากมายปานนี้ กล่าวคือ ตั่งแต่พรรคการเมืองลงมา ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ทุกหมู่เหล่า ตลอดจนพ่อค้าประชาชน พระภิกษุสงฆ์ ในสังกัดวัดต่างๆทั่วประเทศ มีการล่ารายชื่อลายเซ็นต์ถอดถอน คนนั้นคนนี้ ทำให้บ้านเมืองเริ่มต้นเข้าสู่วิกฤตหนัก ยากที่จะแก้ไขและเยียวยา แม้แต่วัดเหล่าพัฒนา ที่หลวงปู่คำแก้วประจำอยู่ ก็ไม่เว้น ทีแรกก็นึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาอีกสักหน่อยก็คงจะจางหายไปคงจะกลับมาดีกันเหมือนเดิม เมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่คนสำคัญของบ้านเมือง เข้ามาแก้ไขไกล่เกลี่ย ปัญหาก็คงจะจบลงด้วยดี แต่แล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้นปัญหายิ่งเพิ่มพูลทวี ดั่งที่ท่านทั้งหลายและคนทั่วโลกได้เห็นผ่านไปแล้วนั้น ในช่วงปีนั้นหลวงปู่คำแก้วได้เดินทางไปประเทศสิงค์โปร์ มีญาติโยมคนสิงค์โปร์เขาได้ติดตามข่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เข้ามาถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของประเทศไทย มีอยู่ประโยคคำถามหนึ่ง เป็นที่สะดุดใจของหลวงปู่คำแก้ว คือเขาถามว่า เมืองไทยนั้นเป็นเมืองพุทธเขารู้จักกันไปทั่วโลก แล้วทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เมื่อหลวงปู่คำแก้วกลับมาประเทศไทยแล้ว ก็นำคำถามนั้นคลุ่นคิดมาตลอดจนในที่สุด หลวงปู่คำแก้วก็คิดได้ว่า กลุ่มคนเสื้อเหลืองก็นับถือพุทธ กลุ่มคนเสื้อแดงก็นับถือพุทธที่เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นก็เพราะ อกุศลมูล คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่ในใจของคนทั้งสองฝ่ายมีความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายกลุ่มคนที่ตนนับถือ กลัวเสียผลประโยชน์ทั้งรายได้ และด้านการเมือง กล่าวโดยสรุปแล้วเราจะเห็นด้วยหรือเข้าข้างใดก็ล้วนแต่ทำให้ใจของเรามี อกุศล ให้เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นบาปกรรมทั้งสิ้นทำให้จิตใจของเราโศกเศร้าหม่นหมอง ดังนั้น เมื่อหลวงปู่คำแก้วเข้าใจดังนี้แล้ว จึงคิดหาวิธี เพื่อจะปลดเปลื้องความทุกข์ ความขัดข้องหมองใจ อันจะเกิดขึ้้นในใจของท่านก่อน คือ เริ่มต้นที่บ้านหนองดุด โดยคิดหาวิธีจัดกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในด้านความสามัคคีให้เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นในชุมชนก่อน

กิจกรรมครั้งแรก คือการแข่งขันเรือยาวขนาดสามสิบฝีพาย

หลังจากหลวงปู่คำแก้ว ใช้เวลาไตร่ตรองนานพอสมควรจึงตัดสินใจ เลือกการแข่งขันเรือยาว เป็นกิจกรรมรวมสามัคคีให้กับชาวบ้าน การตัดสินใจใน ครั้งนี้ต้องเสียสละ การก่อสร้างศาลาการเปรียญ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ และเจดีย์ ที่่สร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับแม่ คือถ้าหากทำพร้อมกันไป ปัจจัยเงินคงจะไม่พอ ถ้าเลือกที่จะพัฒนาชาวบ้าน จัดกิจกรรมขึ้นต้องใช้เงินมากพอสมควร แต่ถ้าหากจัดไม่เต็มรูปแบบผลออกมาก็คงจะไม่ดีพอ ดังนั้น หลวงปู่คำแก้วจึงเทียบน้ำหนักหรือคุณค่า ระหว่างงานทั้งสองอย่างนี้ อันใดจะสมควรอันใดจะไม่สมควร ถ้าสร้างศาลาการเปรียญเสร็จก็จะไม่ได้พัฒนาชาวบ้านหรือชุมชน เพราะอายุของหลวงปู่คำแก้วจะมากขึ้น และเหตุการทางบ้านเมืองจะรุกรามมากกว่านี้ ชาวบ้านอาจจะไม่สนใจธรรมะ อีกอย่างหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้นความแก่ชราเข้ามาเยือน โรคภัยก็มากขึ้น ความอยากพัฒนาชาวบ้านก็จะหมดไป ถ้าหากพัฒนาชาวบ้านก่อนให้เขาได้รู้ธรรมะ หลักการดำรงชีวิตใช้ชีวิตในทางที่ถูกที่ควร เชื่อมั่นในความดี เชื่อหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เขาก็จะมีความสุขความเจริญ และอยากบอกให้เขารู้ปริศนาอย่างหนึ่งว่า การที่จะเป็นคนรักชาตินั้นต้องพัฒนาตนเอง พัฒนาครอบครัวของตนเอง ไม่เป็นภาระกับสังคม ไม่ให้เป็นภาระของประเทศแค่นี้ก็ถือว่าได้ตอบแทนประเทศชาติแล้ว ไม่ต้องไปเดินขบวน หรือไม่เชียข้างใดข้างหนึ่งให้เกิดความรุนแรง ความคิดอีกด้านหนึ่ง คือการสร้างศาลาการเปรียญ ถ้าหากไปพัฒนาชาวบ้านก็อาจจะสร้างศาลาการเปรียญไม่เสร็จ หลวงปู่คำแก้วจึงคิดว่าถ้าหากสร้างศาลาการเปรียญไม่เสร็จ ถ้าญาติโยมหรือชุมชน มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็จะมาก่อสร้างปฏิสังขรณ์ต่อ ดังนั้นหลวงปู่คำแก้ว จึงตัดสินใจเลือกการพัฒนาชุมชน บ้านเกิดของตนเองก่อน โดยอาศัยจังหวะที่จะทำบุญกุศลให้แม่ของท่านผู้ล่วงลับตายจากไปแล้วครบรอบสามปี ท่านหลวงปู่คำแก้ว จึงได้นัดประชุมชาวบ้านหนองดุุดทั้งสามหมู่ ที่ศาลาวัดจำปา วัดประจำหมู่บ้าน เพื่อปรึกษาหาลือกับชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านได้ฟังแล้ว ก็ตอบตกลงโดยดี โดยชาวมีชาวบ้านหนองดุดสามร้อยหลังคา ยินดีบริจากเงินสมทบ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนเงิน ๘,๐๐๐๐ บาท(แปดหมื่นบาท) ในงานนี้นอกจากจะมีการแข่งเรือแล้วยังสอนให้ชาวบ้านรู้จักค้าขาย โดยท่านหลวงปู่คำแก้ว ลงทุนให้ เช่นขายอาหารหรือน้ำดื่มให้กับผู้มาเที่ยวในงานด้วย เงินที่ค้าขายได้ก็ให้เป็นค่าตอบแทนเขาไปหมด กิจกรรมงานแข่งขันเรือยาวประเภท๓๐ฝีพาย จัดขึ้นในวันที่๑๓ เมษายน ๒๕๕๐ ที่บ้านหนองดุดมีหนองน้ำประจำหมู่บ้าน ส่วนชาวบ้านไม่มีเรือแข่งสักลำ ต้องไปเช่าเรือแข่งมาจาก อำเภอ อากาศอำนวย เพื่อมาฝึกซ้อม ชาว อำเภอ อากาศอำนวย ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี คือช่วยทั้งให้เช่าเรือ และช่วยด้านส่งคนฝึกสอนหรือโคชในการฝึกพายเรือมาช่วยสองคน คือ นายเทิด และ นาย หนุ่ย ฝึกชาวบ้านอยู่เป็นเวลานานกว่าเดือน จนถึงใก้ลวันที่จะแข่งขันจึงหยุด สังเกตุเห็นว่าช่วงฝึกนั้นชาวบ้านนิยมชมชอบเป็นอย่างยิ่ง ออกมาดูการซ้อมประจำ ประโยชน์ในการแข่งขันเรือนั้น 

๑. ทำให้เขาลืมเรื่องการเมือง
๒. ทำให้เกิดความสามัคคี
๓. ทำให้ลดการดื่มสุราลง
๔. ทำให้ครอบครัวไม่ทะเลาะกัน

ในช่วงฝึกพาย มีอยู่่เรื่องหนึ่งเป็นอุทาหร จะมาเล่าให้ฟัง วันหนึ่งขณะทีมนักพายมารวมกันเพื่อจะฝึกซ้อมในการพาย มีนักพายคนหนึ่งเขาเมาเหล้าแล้วมาลงฝึกซ้อมพายเรือกับเเพื่อน ทำให้การฝึกซ้อมพายเรือไม่ได้จังหวะทำไม้พายไปแตะไม้พายคนอื่นเป็นที่กีดขวาง ทำให้พายไม่ได้จังหวะบังคับทิศทางเรือไม่ได้เลยเสียจังหวะในการฝึกซ้อม พอเสร็จหลังการซ้อมนักพายคนอื่นๆ ในเรือลำนั้น ก็ต่อว่าห้ามปรามคนที่เมาสุรานั้นว่า ถ้าพรุ่งนี้ยังดื่มเเหล้าเมามาอีกพวกเขาจะไม่ให้ร่วมทีมลงฝึกพาย หลวงปู่คำแก้วจึงเห็นประโยชน์ตรงนี้ถึงเราไม่เทศนาบอกห้าม เขาก็พากันห้ามกันเองสร้างกติกาขึ้นมาเอง งดดื่มสุราโดยปริยาย ในปีนั้นหลวงปู่คำแก้วใช้เงินไปกับงานนี้ทั้งค่ารางวัล และจัดสถานที่ในการแข่งขัน เป็นเงินกว่า ๕๐๐,๐๐๐(ห้าแสนบาท) ไม่รวมเงินค่าชาวบ้านออกมาสมทบ สำหรับเรือที่เข้าร่วมแข่งขันในปีนั้นมี๑๒ลำ มาจากอำเภอ อากาศอำนวยเป็นส่วนมากรวมถึงเรือมาจากบ้าน หนองตาไก้ เรือที่ชนะเลิศในปีนั้นคือ เรือจันทร์สงคราม จากบ้านดอนเชียงบาน จังหวัด สกลนคร รองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือ เรือแก้วภูหลวง จากอำเภอ อากาศอำนวย รองชนะเลิศอันดับที่สอง จึงเป็นเรือชาวบ้านหนองดุด ที่เช่ามาในปีนั้นรู้สึกว่าทำให้ชาวบ้านสนุกสนานเกิดความสามัคคี ขึ้นมาในลำดัับหนึ่ง

ส่วนกิจกรรมตอนกลางคืนก็จัดให้มีการแสดงออกโดยจัดเวที ฮักแพงแสดงออก โดยจัดให้คนในชุมชนและญาติโยมผู้เข้าวัดหรือผู้อุปถัมภ์วัด เป็นผู้แสดงมีรายการร้องเพลงและหมอลำจากศิลปินพื้นบ้านคนรุ่นก่อนที่เคยผ่านงานมาแล้ว ทำให้ชาวบ้านสนุกสนานการแสดงมี ๓ รุ่นๆ วัยเด็กไปจนถึงอายุ ๓๐ปี จากรุ่น๓๑ปีไปจนถึงรุ่นอายุ๕๐ปี จากอายุ๕๑ปีไปจนถึงอายุ๖๐ปี มากกว่านั้นถ้ายังสามารถร้องได้ ในงานแสดงในครั้งนั้นส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่และโยมวัดขึ้นแสดง ในปีนั้นหนุ่มภูไท นักดนตรีศิลปินแห่งชาติก็เข้ามาร่วม นักแสดงรุ่นเก่าคือคณะหมอลำประจำบ้านหนองดุดรุ่นก่อนก็เข้าร่วมแสดงด้วยมีพ่อบุญลม นายบุญหลบ นายกมล พ่อกลม นางบุญห่ม นางตุ่น นางหนา นายกัน นายแหลว เข้าร่วมแสดง ในนิทานพื้นบ้านทำให้เกิดความสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง ส่วนโยมวัดเอาเพลงอมตะของไทยมี นางอนงค์ มนต์คุณแม่ หรือละอองแป้ง ร้องเพลงอมตะ ยังคอย นายเคน ด่างเกษี หรือตู้จารย์เคน ร้องเพลง รักพี่มีบาป และอื่นๆอีกหลายคน ทำให้บรรยากาศในงานสนุกสนานเป็นอย่างยิ่งวันนั้นได้บรรทึกภาพลงในVDOด้วย ส่วนผู้มีเกียรติมาร่วมในงานในวันนั้น คือ ส.ส. มนพร เพ็ญศรี การที่เอาญาติโยมผู้ที่เข้าวัดฟังธรรมมาร้องเพลงแสดงอย่างนี้ เป็นเรื่องแปลกแตกต่างจากวัดอื่นๆทั่วไปเพราะคนเข้าวัดฟังธรรมส่วนมาก เมื่อเข้าวัดฟังธรรมแล้วจะไม่กล้าที่จะร้องเพลงให้คนอื่นฟังเพราะถือว่าการร้องเพลงเป็นเรื่องน่าอาย กลัวคนอื่นจะหัวเราะเยาะเย้ย จึงไม่มีใครที่จะชอบร้องเพลงเพราะเป็นเรื่องน่าอาย ส่วนมากจะชอบไหว้พระสวดมนต์ หรือสวดสรภัญญะ ส่วนลูกศิษย์ญาติโยมหลวงปู่คำแก้วไม่เป็นเช่นนั้น ให้กล้าแสดงออกเลยให้ร้องเพลง เหตุผลการสวดมนต์ไหว้พระ สวดสรภัญญะ พวกเขากล้าทำอยู่แล้ว แต่ร้องเพลงเขาไม่เคยทำไม่เคยแสดงออก ดังนั้นจึงให้เขาฝึกในสิ่งที่เขาไม่เคยทำ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเขากล้าแสดงออกให้ชุมชนทั้งหลายได้รู้คนทั้งหลายก็จะได้ประทับใจ และมีโอกาสได้พูดคุย แนะนำคนทั้งหลายได้ คือ มีคนชอบดื่มเหล้า คนที่ประพฤติตนไม่ดีเขาก็จะกล้าแนะนำ จะไม่ห่างเหินในชุมชน คบกับคนได้ทุกระดับ ไม่เหมือนกับผู้ที่ชอบสวดมนต์ สวดสรภัญญะ แต่ไม่กล้าร้องเพลง ชุมชนหรือคนส่วนมาก จะมองเห็นผู้นั้นสูงส่งด้วยคุณธรรม แต่ไม่กล้าคบเป็นเพื่อนหรือเป็นมิตร จะมีจิตที่คอยอิจฉา กล่าวหา กระแนะ กระแหน อาจจะแบ่งแยกทางสังคมไป โดยอัตโนมัติ คนเลวก็เลวต่อไปคนดีก็ไม่มีเพิ่ม เพราะไม่ยอมรับซึ่งกันและกันหลังจากงานในครั้งนั้นผ่านไป บรรดานักเลงเหล้านักเลงสุรา ที่ไม่เคยประพฤติดีไม่เคยยอมรับคนชอบทำบุญสุนทาน เมื่อได้เห็นญาติโยมที่เข้าวัดฟังธรรม ยังสามารถแสดงได้ถึงปานนั้นก็เกิดความประทับใจ พอพบหน้ากันที่ใหนก็ยกยอสรรเสริญพูดคุยกันได้ และอยากจะให้ร้องให้ฟังอีก ส่วนโยมวัดก็สามารถแนะนำสิ่งดีๆให้กับคนพวกนั้นได้ ตลอดจนถึงการบอกบุญ ทำทาน งานร่วมความสามัคคีอื่นๆก็เกิดขึ้น นี้คือจุดเปลี่ยน และเป็นจุดเริ่มต้นของคนบ้านหนองดุด โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย 

ประโยชน์และรายละเอียด

งานในปีนั้น นอกจากจะสร้างความสนุกสนานสำราญเบิกบานใจแล้ว ในช่วงเวลาจัดสถานที่เตรียมงาน ก็เป็นเวลาหนึ่ง ที่เห็นชาวบ้านมีความสามัคคี ได้มาทำงานร่วมกัน เสียสละเวลาของตนมาช่วยงาน จะเป็นการจัดประรำพิธี เวที ซุ้มขายของต่างๆ ห้องน้ำ ที่เก็บขยะ สะแลนกันแดด (ภาษาท้องถิ่นที่เขาเรียกกัน)ความยาวประมาณ๓๐๐เมตร เพื่อจะให้คนที่มาเที่ยวชมในงาน ไม่ต้องตากแดด จัดสถานที่จอดรถต่างๆ รถยนต์ มอเตอร์ไซต์ แยกกลุ่มกัน เพื่อให้เป็นระเบียบในงาน ช่วยกันทำเป็นเวลาร่วมเดือน ชาวบ้านก็ยินดี เสียสละมาช่วยกันเป็นส่วนมาก แต่ก็มีบ้างที่ไม่พอใจอาจจะคิดว่าไม่มีผลตอบแทนให้กับเขา เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มที่มาฝึกฝนการค้าขายก็มีชาวบ้านสนใจมากพอสมควร ผู้ที่มาตั้งใจฝึกฝนค้าขายก็มี ผู้ที่ไม่ตั้งใจจริงก็มี ผู้ทำพอผ่านๆไปก็มี ทำให้หลวงปู่คำแก้ว รู้จักอุปนิสัยของชาวบ้านเหล่านี้มากขึ้น ความจริงแล้วพอเสร็จงาน หลวงปู่คำแก้ว ได้จ่ายค่าตอบแทนให้กับทุกๆคน แล้วแต่คนที่ได้ทำมากทำน้อย เพราะว่าปีนั้นเป็นงานที่หลวงปู่คำแก้ว ทำบุญครบรอบ๓ปีให้กับแม่ท่าน จึงไม่ใช้ชาวบ้านฟรี ท่านจึงถือว่างานนี้ได้กำไรสองต่อ ได้ทำบุญให้แม่ท่านด้วย ได้ฝึกฝนชาวบ้านไปด้วย ในปีนั้นบริเวณ ที่จัดงานใกล้กับสถานที่ สำนักแม่ชีกลม ที่เป็นที่เผาศพของแม่ท่าน ไฟฟ้าไม่พอใช้ในงาน หลวงปู่คำแก้วจึงได้ติดต่อขอเช่ารถปั่นไฟฟ้าจาก จังหวัด อุดรธานี มาบริการปั่นไฟหนึ่งวันกับหนึ่งคืน เป็นจำนวนเงิน ๔๐.๐๐๐บาท(สี่หมื่นบาท) ถือว่าเป็นการทุ่มเทครั้งแรกครั้งสำคัญที่จัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นบุญให้กับแม่ เพื่อประโยชน์ของชาวบ้านในปีนั้น ผู้ที่ได้เชิญมาเปิดงานแข่งขันเรือยาว ประเภท ๓๐ฝีพาย คือ ท่านนายอำเภอ ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ นายอำเภอนาหว้า ส่วนผู้รักษาความสงบได้รับความร่วมมือจากรอง ผู้กำกับสถานีตำรวจ อำเภอนาหว้า และกำลังพลอีก ๖นาย มาช่วยดูแลความสงบ ในพื้นที่ในการจัดงาน บริเวณงานค่อนข้างจะกว้าง ความยาวไปตามริมหนองดุด ความยาวประมาณหนึ่งกิโลเมตร คนมาเที่ยวในงานก็มากมาย แต่อย่างไรก็ดี งานก็ผ่านพ้นไปด้วยดีไม่มีการทะเลาะวิวาท ชกต่อย ตีกัน แต่ประการใด อาจเป็นเพราะว่าชาวบ้านมีความเคารพหลวงปู่คำแก้วอยู่แล้วประการหนึ่ง หรือเป็นเพราะว่ากติกา ที่หลวงปู่คำแก้ว ห้ามนำสุราและของมึนเมามาขายในงานจึงไม่มีการชกต่อย ในงานเกิดขึ้น นอกจากชาวบ้านที่มาร่วมในงานแล้ว ในปีนั้นยังมีครูจากโรงเรียนหนองดุด และ โรงเรียนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เข้ามาช่วยจัดสถานที่ ประรำพิธีบริเวณงานให้สวยงามด้วย มีการกล่าวรายงาน และพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเหมือนกับงานทั่วๆไป ปีนั้นมีผู้อำนวยการโรงเรียนเหล่าพัฒนา คือนาย พิสิต คำชนะ เข้ามาช่วยดำเนินงานติดต่อประสานงาน วางแผน ระเบียบการอื่นๆ เช่นติดต่อ ทีมผู้ตัดสินเรือ และติดต่อ เรือที่เข้าร่วมแข่งขัน ลงทะเบียนเรือ ตลอดถึงระเบียบการแข่งขัน ค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก ติดต่อรถโรงพยาบาลมาคอยดูแลบริการ อาจมีผู้ป่วยฉุกเฉินในงาน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะงานที่หลวงปู่คำแก้ว จัดขึ้นนั้น ห่างไกลจากตัวอำเภอ เป็นแค่ชุมชน ตำบลเล็กๆ คือ ตำบลเหล่าพัฒนา เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมไว้ การแข่งขันในปีนั้นความเตรียมพร้อม ในเวลาแข่งขันก็มีเรือตามท้าย เพื่อป้องกันการล่มของเรือการแข่งขัน เพื่อจะช่วยให้นักพายพ้นอันตรายได้ หรือช่วยได้ทันท่วงที ได้รับความช่วยเหลือมาจาก ทหารเรือ น.ป.ข. จากจังหวัดนครพนม โดยที่หลวงปู่คำแก้ว ได้ให้ คุณ พีระพันธุ์ แก้วประดิษฐ์ ติดต่อคุณ มนพร เพ็ญศรี ตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็น นายยก อ บ จ หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ติดต่อเป็นธุระ ประสานงานกับ ทหารเรือ น ป ข ของจังหวัด นครพนม ให้มาช่วย โดยที่หลวงปู่คำแก้ว ไม่ได้ให้ค้าใช้จ่ายใดๆเลย เพราะ คุณ มนพร เพ็ญศรี เป็นผู้บริการทั้งหมด

ในปีนั้นเหตุการในช่วงจะปิดงานการแข่งขันเรือ เวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา ของวันที่๑๔ เมษายน พ ศ ๒๕๕๐ โดยประมาณ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันลงแล้ว ได้รู้ผลเรือที่ชนะเลิศ และเรือ รองชนะเลิศ อันดับที่๑ และที่๒ แล้ว เรือชนะเลิศที่๑ คือ เรือ จันทร์สงคราม จาก บ้านดอนเชียงบาน อำเภอ เมือง จังหวัด สกลนคร เรือรองชนะเลิศอันดับที่๑ คือ เรือ แก้วภูหลวง จาก อำเภอ อากาศอำนวย จังหวัด สกลนคร เรือรองชนะเลิศ อันดับที่๒ คือ เรือเจ้าแม่ตระเคียนทอง ที่เช่ามา จาก อำเภอ อากาศอำนวย นักพายทั้งหมดเป็นคนบ้านหนองดุด เรือทั้งหมดได้พายไปจอดเรียงกัน ที่หน้าประรำพิธี เพื่อรับฟังโอวาท จาก ประธานในการแข่งขัน และรับเงินรางวัล ฟังประธานกล่าวสุนทรพจน์ ก่อนจะปิดงาน หลังจากท่านนายอำเภอกล่าวให้โอวาทก่อนปิดงานแล้ว ก็ให้ท่านหลวงปู่คำแก้ว ให้โอวาทซ้ำท้าย พอหลวงปู่คำแก้วกล่าวจบวางไมร์โครโฟน พายุก็ก่อตัวขึ้นด้านทิศเหนือ เวลาเพียง๒-๓นาทีก็กลายเป็นพายุที่หน้าสะพรึงกลัว พัดกระหน่ำมาทั้งลมทั้งฝน ท้องฟ้ามืดทะมึน น้ำหนองดุดเปลี่ยนสีเป็นสีดำ เหมือนน้ำโคลน ระลอกน้ำใหญ่เหมือนน้ำทะเล ลมฝนพัดกระหน่ำมา ประรำพิธีเวทีแสดงที่ยังไม่ได้ลื้อเก็บ สะแลนกันแดด ซุ้มขายของ ปลิวไปตามลม เต้นท์ที่ยืมมาจัดตั้งให้คณะกรรมการดูแลในงาน ก็ปลิวไปตามลมเสียหายมาก ตอนนั้นหลวงปู่คำแก้ว พอกล่าวจบก็ขึ้นรถกลับไปที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีกลม ลมฝนเริ่มมาพอดี แต่ท่านกลับโดยใช้เส้นทางที่ชาวบ้านใช้ประจำ ห่างจากบริเวณหนองดุดไม่ถึง๓๐๐เมตร ลมฝนในหมู่บ้านหนองดุดไม่มี ถ้าบอกว่าไม่มีก็จะเป็นการโกหก ต้องบอกว่ามีบ้างเล็กน้อย ไม่น่ากลัวเหมือนอยู่ที่บริเวณหนองดุด เรือที่ชนะเลิศอันดับที่๑ พายกลับยังไม่ทันถึงฝั่ง เรือล่มเพราะถูกแรงลมพัดและฝนกระหน่ำทำให้ลูกเรือหรือนักพายตกใจเป็นอย่างมาก คนที่มาช่วยในงาน บางคนก็บาดเจ็บแต่ไม่อันตราย ส่วนมากก็ตกใจ คิดไม่ถึงเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น พอพายุสงบลง สำรวจความเสียหาย ดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมากในปีนั้นชาวสิงคโปร์ก็มาร่วมงานด้วย๗-๘คน ถือเป็นงานปีเริ่มต้นของการพัฒนาชาวบ้านเป็นครั้งแรก ในด้านจัดกิจกรรมแข่งขันเรือชาวบ้านนิยมชมชอบ และต้องการมีงานแบบนี้อีก ในทุกๆปี 

การที่จัดกิจกรรมเช่นนี้ถึงจะเกิดความสามัคคีในชุมชนก็จริง แต่ปัญหาอื่่นก็ตามมาด้วยเช่นการต้องการรายได้ในงานนั้นๆ เช่นการขายของในงาน แม้หลวงปู่คำแก้วจะพยายามให้เป็นของชุมชนหรือสิทธิของชาวบ้านให้มีการพัฒนาในการค้าขายเอง แต่ก็มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในงานต้องการอยากจะทำเอง เพื่อจะมีรายได้ในงานนั้นๆ ความจริงแล้วคนเหล่านี้เป็นผู้มีรายได้ดีอยู่แล้ว ถึงไม่มีงานหรือไม่มีกิจกรรมแบบนี้ก็หาเงินรายได้อยู่ แต่เมื่อมีงานอย่างนี้เกิดขึ้นมา ก็ยิ่งเพิ่มรายได้ให้กลับกลุ่มคนเหล่านี้ แต่หลวงปู่คำแก้วมีกติกาให้เฉพาะชาวบ้านหนองดุด ให้ฝึกหัดทำการค้าขาย จึงไม่อนุญาติให้บุคลกลุ่มนี้เข้าไปขายในงาน จึงเป็นจุดเริ่มแรกจุดหนึ่ง ที่จะนำไปสู่ความแตกแยก ไม่พอใจในชุมชน 

เรื่องราวในปี๒๕๕๐ที่เล่าให้รู้โดยคร่าวๆ พอให้ผู้เข้ามาชมเว็ปนี้พอที่จะได้เห็นประโยชน์และปัญหาของการจัดงานและกิจกรรมแบบนี้ แต่หลวงปู่คำแก้วไม่ได้หยุดไว้แค่นั้น ยังได้หาทางพัฒนา โดยวิธีอื่นอีก

การส่งเสริมชาวบ้านได้อ่านหนังสือธรรมะ

หลังจากหลวงปู่คำแก้ว ได้จัดกิจกรรมแข่งขันเรือยาว ๑๓เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ ผ่านพ้นไปแล้วดูระดับจิตใจของชาวบ้านหนองดุดเหมือนจะดีขึ้น เหมือนจะมีความสามัคคีมากขึ้น พวกชาวบ้านมีความต้องการ อยากจะมีเรือยาวประเภท๓๐ฝีพายเพื่อเอาไว้แข่งขัน ในสนามแข่งต่างๆเช่นสนามแข่งขันเรือยาวอำเภออากาศ อำนวย พวกชาวบ้านใฝ่ฝันกันเหลือเกิน ท่านหลวงปู่คำแก้ว ก็คิดว่าถ้ามีโอกาส มีเงิน พอที่จะสนับสนุนได้ก็จะสนับสนุน ตามแต่โอกาสส่วนความคิดหลวงปู่คำแก้วนั้นคิดว่า ถ้าหากชาวบ้านทำแค่จัดกิจกรรม แข่งขันเรือยาวก็จะไม่เกิดประโยชน์ด้านจิตใจ ท่านหลวงปู่คำแก้ว จึงคิดหาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพอที่ชาวบ้านอ่านแล้วพอจะเข้าใจแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติได้ จึงได้พิจารณาเห็น หนังสือธรรมะ นวโกวาทของสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส อันเป็นตำราเรียนนักธรรมชั้นตรี เอาแค่หมวด๒และหมวด๓ นำมาพิมพ์แจกโดยนำมาขยายเนื้อความออกไปอีกพอที่ชาวบ้านจะเข้าใจได้ง่าย ดั่งท่านผู้ชมจะเห็นในเว็ปไชต์ หนังสือเหล่านี้หลวงปู่คำแก้วได้เริ่มทำหรือเรียบเรียงใหม่ในปลายปี๒๕๕๐ซึ่งนำมาจาก หนังสือนวโกวาท ของท่านหลวงปู่คำแก้ว จัดทำหนังสือเหล่านี้ เป็นเล่มเล็กๆเพื่อพกพาไปใหน มาใหนได้ง่ายๆ โดยแบ่งออกไปตามหมวดธรรมะ หมวด๒และหมวด๓ ทำไปประมาณอย่างละ๑.๐๐๐กว่าเล่มท่านให้พระลูกวัดช่วยทำโดยใช้เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นตัวพิมพ์ในกลางพรรษาปีนั้น ชาวบ้านได้หาไม้ทำเรือยาวได้ หลวงปู่คำแก้วได้ช่วยสนับสนุนไป ๑๘,๐๐๐(หนึ่งหมื่นแปดพันบาท)ใช้ทำเป็นเรือยาวประเภท๓๐ฝีพายมีชื่อว่า นางพญาหงส์คำ แข่งขันที่ใหนแพ้ที่นั่น เพราะสาเหตุว่าอาจจะ ช่างไม่ชำนาญในการทำเรือก็เป็นได้ 

เหตุผลที่ขออนุญาติตั้งศูนย์ศึกษาวันอาทิตย์ขึ้น

คือ หลังจากนั้นหลวงปู่คำแก้ว ก็เรียบเรียงหนังสือธรรมะในใจก็คิดว่า ถ้าจะพิมพ์หนังสือแจกไป ธรรมดาให้ชาวบ้านได้อ่าน เหมือนหนังสือสวดมนต์หรือหนังสือในงานที่ระลึกในงานต่างๆ ก็จะไม่เป็นที่สนใจของชาวบ้านมากนัก อีกทั้งการแจกหนังสือก็อาจจะมีปัญหาขึ้นมาอีกก็เป็นไปได้เพราะว่าคนที่ชอบต่อต้านคนอื่นทำความดีก็มีอยู่ไม่น้อย ดั่งท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้เห็นด้วยตนเองก็มี เช่น ท่านอาจเคยไปทำบุญที่วัดทำการกุศลอย่างอื่น ก็จะมีบุคคลไม่ชอบหรืออิจฉาความดีของท่าน จะคอยพูดว่า ไปวัดทำไมไปทำอะไรไม่เห็นจะได้บุญตรงใหนเสียเวลาเสียประโยชน์ปล่าวๆ ทั้งๆที่เงินหรืออาหารเหล่านั้นไม่ใช่ของคนที่พูด แต่เขาทำไมจึงเดือดเนื้อร้อนใจ ท่านอาจจะเคยเห็น การแจกหนังสือธรรมะก็เหมือนกัน ถ้าแจกไปแล้วผู้ที่ได้อ่าน อาจจะเห็นว่าดีก็มี เห็นว่าไม่ดีก็มี หรืออาจจะมองเป็นมุมที่ รบกวนชาวบ้านก็มี หรืออาจจะว่าเป็นการชักชวนทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนก็มี อีกอย่างหนึ่ง หนังสือที่แจกไปอาจจะไม่รู้ที่มาอาจจะทำขึ้นมาโดยไม่มีสังกัตหรือวัดที่ไม่มีชื่อเสียง อาจจะทำให้ ชาวบ้านคิดว่าเสียเวลาเปล่าบ้าง ถ้าหากพูดถึง ชาวบ้านเริ่มสนใจเริ่มเห็นความสำคัญ คือเมื่อชาวบ้านอ่านแล้วจะติดตามอย่างไร จะมีการพิมพ์ให้อ่านเพิ่มได้แค่ใหน แล้วจะพัฒนาชาวบ้านขึ้นไปได้อย่างไร จะทำให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมได้อย่างไร ถ้าอ่านแล้วชาวบ้านอยากจะพัฒนายิ้งขึ้นจะทำอย่างไร หนังสือที่ ท่านหลวงปู่คำแก้วให้ชาวบ้านอ่านนี้ คือ หนังสือหลักสูตร นักธรรมชั้นตรี ถ้าเขาได้อ่านมากๆไปแล้ว อยากจะสอบจะทำอย่างไร อันนี้เป็นความคิดตอนที่หลวงปู่คำแก้ว กำลังเรียบเรียง ธรรมะ ทุกกะ คือหมวด๒ อยู่ ตอนนั้นเป็นช่วง อยู่ในระหว่างจำพรรษา ปี พ ศ ๒๕๕๐ หลวงปู่คำแก้วจึงคิดต่อไปว่า ถ้าหากได้เป็นศูนย์ศึกษาวันอาทิตย์ก็คงจะดี ดังนั้นท่านหลวงปู่คำแก้วจึงให้ คุณพีระพันธุ์ แก้วประดิษฐ์ เข้าไปประสานงานกับวัฒนธรรมจังหวัดนครพนมดู และได้รับรายละเอียด เกียวกับการตั้งศูนย์พระพุทธศาสนา เกี่ยวกับระเบียบการต่างๆ และเรื่องนี้ ท่านหลวงปู่คำแก้ว ได้นำเรื่องราวการจัดตั้งศูนย์ศึกษานี้ไปกราบเรียน ท่านเจ้าคุณ จันทร์โทประมาจารย์ เจ้าคณะ อำเภอศรีสงคราม-นาหว้า-นาทม-บ้านแพง(ธรรมยุต) ซึ่งดำรงค์ตำแหน่งในขณะนั้นให้รับรู้รับทราบและขอความเห็น ว่าดีหรือไม่ดี ท่านเจ้าคุณจันทร์โทประมาจารย์ ท่านก็ให้ความเห็นว่าดี ถ้าหากว่าไม่กลัวเหนื่อย หลังจากนั้นก็นำเรื่องเกี่ยวกับศูนย์ศึกษานี้ ไปกราบเรียน ให้ท่านเจ้าคุณพระราชศาลโกศล ท่านเจ้าคณะจังหวัดนครพนม (ธรรมยุต) ซึ่งดำรงค์ตำแหน่งในตอนนั้นให้ท่านได้ทราบ ท่านก็ให้ความเห็นว่าดี ควรทำ ถ้าไม่เกรงกลัวความเหน็ดเหนื่อย ส่วนทางด้านของชาวบ้านนั้น ท่านหหลวงปู่คำแก้วได้ให้ญาติโยม ได้ทำหนังสือ ตอบรับแสดงความคิดเห็นว่าอยากจะมีศูนย์ศึกษาวันอาทิตย์ใหม ให้แสดงความเห็นออกมา ปรากฏว่ามีการตอบรับกลับมาว่าอยากจะมีศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ประมาณ๕๐๐กว่าคนตอนนั้น ท่านหลวงปู่คำแก้ว คิดแค่เพียง ให้ชาวบ้านหนองดุดได้มีส่วนร่วมเท่านั้น หลังจากออกพรรษาปี พ ศ ๒๕๕๐แล้วก็ได้เรียบเรียงระเบียบการต่างๆ เพื่อเสนอวัฒนธรรมจังหวัด นครพนม ต่อไป หลังจากเสนอแล้ว วัฒ้้นธรรมจังหวัดนครพนมก็ดำเนินเรื่องถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมตามขั้นตอนใช้เวลาดำเนินการติดต่ออยู่ประมาณสองเดือนเศษก็ได้รับอนุญาติแต่งตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์โดยนาย สนอง บุญมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ดำรงค์ตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น 

หนังสือธรรมะ
Parole BOUDDHA 3 [FR]
Teaching of The Buddha 3 [EN]
ธรรมมีอุปการะมาก หมวด 2 [TH]
Teaching of The Buddha 2 [CH]
ธรรม หมวด 3 [TH]